กำเนิดสายพันธุ์ลุยสายโหดที่เกิดขึ้นจากการปฏิเสธและกรอบแนวคิดดั้งเดิม
ในบรรดารถยนต์ออฟโรดที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความทนทาน น้อยครั้งมากที่เราจะเห็นมหาเศรษฐีระดับโลกหันมาลงมือสร้างรถยนต์ด้วยตัวเอง หลังจากที่พยายามเจาะลึกและขอซื้อสิทธิ์ในการผลิตแม่พิมพ์รถในดวงใจแต่ได้รับการปฏิเสธ
ส่งผลให้เกิดการตัดสินใจครั้งสำคัญในการจัดตั้งแบรนด์ใหม่ขึ้นมา Ineos Grenadier ซึ่งได้รับการตั้งชื่อตามสถานที่นัดพบและพูดคุยโปรเจกต์ในกรุงลอนดอน ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่มได้อย่างตรงจุด
สมรภูมิหินแดงโมอับกับการทดสอบขีดจำกัดสูงสุดของสมรรถนะภาคสนาม
เหล่านักทดสอบและสื่อมวลชนชั้นนำจึงได้นำรถยนต์รุ่นนี้เข้าสู่ดินแดนหินทราย บนเส้นทางออฟโรดระดับตำนานที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำลายช่วงล่างของรถยนต์มานักต่อนัก เครื่องยนต์ BMW 3.0 และผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ทางวิศวกรรมที่ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความใดๆ
โครงสร้างทางเทคนิคและสถาปัตยกรรมการออกแบบตัวถังมีรายละเอียดสำคัญ มีรายละเอียดทางวิศวกรรมที่ถูกจัดวางมาเพื่อรองรับงานหนักโดยเฉพาะดังนี้
- ขุมพลังเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง: ขุมกำลังแรงบิดสูงในรอบต่ำที่ช่วยให้การไต่เนินชันเป็นไปอย่างต่อเนื่องไร้การสะดุด
- โครงสร้างฐานรากเพื่อการผจญภัย: การติดตั้งระบบล็อกเฟืองท้ายหรือดิฟล็อกถึงสามจุดเพื่อการกระจายกำลังที่สมบูรณ์แบบ
- ปรัชญาการออกแบบซ่อมบำรุงง่าย: การเน้นย้ำให้ผู้ใช้งานสามารถซ่อมแซมรถยนต์ในภาคสนามได้ด้วยเครื่องมือพื้นฐานทั่วไป
ความรู้สึกในห้องโดยสารและความแตกต่างระหว่างรุ่นใช้งานทั่วไปกับรุ่นบรรทุกหนัก
ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเนินทำงานร่วมกับระบบเบรกได้อย่างเป็นธรรมชาติสูงสุด สะท้อนให้เห็นถึงความแน่นหนาของการประกอบภายในโรงงานที่ได้มาตรฐานสูง
ทั้งนี้รถยนต์รุ่นดังกล่าวได้รับการเผยโฉมออกมาสองรูปแบบหลักเพื่อการใช้งานที่แตกต่าง ในขณะที่อีกรุ่นคือประเภทควอเตอร์มาสเตอร์ที่เป็นกระบะท้ายสำหรับบรรทุกอุปกรณ์แคมปิ้ง
ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อผู้ใช้งานที่แท้จริง
สวิตช์ทุกชิ้นถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่พอที่จะใช้งานได้แม้ในขณะสวมถุงมือหนา นอกจากนี้พื้นผิวภายในยังได้รับการติดตั้งจุกระบายน้ำเพื่อความสะดวกในการฉีดล้างทำความสะอาด
รายละเอียดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในพฤติกรรมของผู้ขับขี่กลุ่มนี้อย่างลึกซึ้ง